พรบ.ควบคุม

ทำไมจึงต้องมีพรบ code milk ในประเทศไทย

04 ธันวาคม 2560
แชร์ให้เพื่อน

ทำไมจึงต้องมีพรบ code milk ในประเทศไทย

ทำไมจึงต้องมีพรบ code milk ในประเทศไทย

 

 

1.ประเทศไทยประกาศใช้หลักเกณฑ์ ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมานานถึง 30ปี แต่ก็มีการละเมิดหลักเกณฑ์นี้ทุกข้อมาโดยตลอด ในทุกภาคของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะ ไม่มีบทลงโทษ

2.การตลาดที่ขาดจริยธรรมที่ดำเนินมาเป็นเวลานาน ลดทอน การให้นมแม่ ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยในประเทศออสเตรเลีย พบว่า การโฆษณานมผงสำหรับเด็ก 1 ปีขึ้นไป มีผลต่อการรับรู้ของแม่และครอบครัว และส่งผลต่อการใช้นมผงตั้งแต่ยังเป็นทารกได้ เพราะสามารถจดจำตราผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกันได้ (1)

อัตราการให้นมแม่ในประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ดูจากอัตราการให้นมแม่อย่างเดียวถึง 6 เดือน ในปี 2006 คือ 5% และค่อยๆเพิ่มอย่างช้าๆ เป็น 23% ในปี 2016 ซึ่งยังห่างจากเป้าหมายของโลกที่จะให้มีอัตราการให้นมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เป็น 50% ในปี 2025 (2)

 

เราจึงต้องมีการปกป้องการให้นมแม่ โดยการออกกฎหมายนี้ ควบคู่ไปกับ การส่งเสริม และสนับสนุนการให้นมแม่ ซึ่งได้ดำเนินงานมาโดยตลอด

 

  1. อุตสาหกรรมนมผง มีมูลค่าการตลาดที่สูงมาก และขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทุกปี

ตลาดนมผงในประเทศไทยคิดเป็น ประมาณ 2% ของตลาดในปี 2014 คิดเป็นจำนวนเงิน 26,353 ล้านบาท คาดว่าตลาดจะเติบโตขึ้นเป็น 32,000 ล้านบาท ในปี 2019

เมื่อมีตลาดใหญ่ จึงมีการทำการตลาดหลายวิธีตามมา โดย ให้ข้อมูลที่ชักนำให้เข้าใจผิด ว่านมผงดีทัดเทียมกับนมแม่ด้วย แม่จึงตัดสินใจที่จะไม่ให้นมแม่ หรือตัดสินใจเลิกให้นมแม่ก่อนเวลาอันควร

4, การตลาดนมผงที่ขาดจริยธรรม และไม่เหมาะสม ส่งผลต่อการตัดสินใจ ว่าจะเลี้ยงทารกอย่างไร เนื่องจากได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ข้อมูลเพียงด้านเดียวจากการโฆษณาไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ

แม่จะตัดสินใจได้อย่างดีที่สุด เมื่อได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน เกี่ยวกับการให้นมแม่ และนมผง โดยปราศจากอิทธิพลของการตลาด และการโฆษณา

พรบ code milk จะได้ผลจริงหรือไม่?

การออกข้อกำหนดควบคุมที่เข้มแข็ง จะทำให้
-ลดการตลาดนมผงที่ไม่เหมาะสมให้น้อยลง
-ลดการใช้นมผง
– เพิ่มอัตราการให้นมแม่

ยกตัวอย่างอัตราการขายนมผง และข้อกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างประเทศ อินเดีย และประเทศจีน ในช่วงปี 2002- 2008

มีความแตกต่างระหว่าง 2 ประเทศใหญ่ๆที่จะอธิบายกร๊าฟนี้ การขายนมผงในประเทศอินเดียเทียบกับจีน กล่าวคือ การขายนมผงในจีนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จาก 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2002 เป็น เกือบ 3500 ล้านเหรียญในปี 2008 ในขณะที่ยอดขายนมผงในอินเดียขยับขึ้นน้อยมาก (3)

-ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ กฎหมาย code นมของอินเดีย ห้ามการส่งเสริมการตลาดของนมผงและอาหารเด็กจนถึงอายุ 2 ปี ในขณะที่จีน ห้ามถึงนมผงสำหรับทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือนเท่านั้น

ความแตกต่างอื่นๆเช่น
1.จีนมีประชากรในเมืองมากกว่า คือ 51% อินเดีย 31 % และมีอัตราที่ผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากกว่า 68% เทียบกับ 29%
2.จีนมี GDP per capita สูงกว่า ( 6070 US dollar ในปี 2012 ) และ GDP growth สูงกว่า ( 9.3% จากปี 1990-2011) เทียบกับ India 1515 US dollar และ 4.9% ตามลำดับ
3. แต่อินเดียมีเด็กเกิดมากกว่าจีนถึงเกือบ 2 เท่า

 

ความแตกต่างของการขายนมผงในสองประเทศนี้ เด่นชัดมากว่า การมี กฎหมายที่ควบคุมการส่งเสริมการตลาดนมผงถึงอายุ ยิ่งมาก ยิ่งทำให้มีการขายนมผงได้น้อย และนั่นหมายความว่า มีการให้นมแม่มากขึ้น
(อัตราการให้นมแม่ของสองประเทศนี้ก็แตกต่างกัน ที่อินเดีย ให้นมแม่อย่างเดียว 46% ที่ 1 ปี เด็กยังกินนมแม่ถึง 88% ในขณะที่จีน 28% และ 37% ตามลำดับ)

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยเราจะมี พรบ ควบคุมการส่งเสริมการตลาด อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก เพื่อปกป้องการให้นมแม่ และทำให้เด็กไทยได้รับนมแม่มากขึ้น และเป็นระยะเวลานานขึ้น

ผลกำไรที่ประเทศไทยได้รับคือ สุขภาพดีของเด็ก ที่จะเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศเรา

เขียนโดย พญ. ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล

 

References
1. Nina J Berry et al, It’s all formula to me : Women’s Understanding of toddler milk ads, Breastfeeding review 2009 ; 17 (3):21-30
2. The Status of breastfeeding Practices in Thailand (MICS ,2016)
3.The Impact of Marketing of Breast-Milk Substitutes on WHO-Recommended Breastfeeding Practices . Ellen G. Piwoz, SCD, Sandra L. Huffman, ScD Research article Food and Nutrition Bulletin August 27 2015

 

บทความที่เกี่ยวข้อง
โรงพยาบาล-ชุมชน-ครอบครัว 3 เสาเข้มแข็ง ปิดประตูละเมิด CODE
ประโยชน์ทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และ สังคม ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ จับมือ ยูนิเซฟ กรมอนามัย และ สสส.จัดเสวนา ไขความกระจ่าง ทำไมต้องหนุน CODE เป็นกฎหมาย