แม่อาสา

คุณค่าการให้นมแม่เกิน 1 ปี
เขียนโดย Admin
10 กันยายน 2560
“ ลูกสาวอายุ 1ปี ค่ะ หนัก 9.3 กิโลกรัม สูง 72 ซม. คุณหมอบอกว่าสูงน้อยไป ให้เลิกกินนมแม่ได้แล้ว เพราะ สารอาหารไม่ค่อยมี อยากทราบว่าหลัง 1 ปี ไม่ควรกินนมแม่แล้วหรือคะ”                               นี่คือหนึ่งในคำถามที่แม่ที่ให้นมแม่จนลูกถึง 1 ปี มักจะสงสัย เพราะ ถูกผู้คนรอบข้างทัก หรือบอกให้เลิกกินนมแม่ ทั้งๆที่ความสูงของเด็กส่วนหนึ่งมาจากกรรมพันธุ์ด้วย ไม่ใช่จากอาหารอย่างเดียว แต่นมแม่มักเป็นแพะรับบาปอยู่เสมอๆ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เช่น ตัวเล็ก ไม่กินข้าว ตื่นบ่อย จะต้องหาว่ามาจากนมแม่ไว้ก่อน       ในสังคมไทยสมัยก่อนที่เราจะมีการนำเข้านมผง เด็กไทยก็ได้นมแม่กันจน 2-3 ปีเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ในปัจจุบันหากใครให้นมแม่จนลูกวิ่งได้คนมักจะเห็นเป็นเรื่องแปลก เพราะอัตราการกินนมแม่ถึง 6 เดือนของเด็กไทยมีเพียง 5.3% เท่านั้น อัตราการกินนมแม่ถึง 1 ปียิ่งน้อยลงไปกว่านั้นอีก                       ในคนกลุ่มน้อยที่ให้นมแม่กันนานๆเช่นนี้ จึงมารวมกลุ่มกันเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และช่วยให้คุณแม่คนใหม่เริ่มต้นให้นมแม่ได้ โดยมีชุมชนบน internet ของศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย(www.thaibreastfeeding.org) เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และความเห็นต่างๆ เราตัดสินใจนำเรื่องราวดีๆมาเผยแพร่เพราะ                        อยากให้ครอบครัวอื่นๆ ได้มีโอกาสเข้ามาอ่านเรื่องราวของนมแม่                                                      เพราะครอบครัวอื่นๆ รอบๆ ตัวมีแต่คนที่พยายามจะให้ลูกของเขากินนมวัวและพยายามจะให้เราหย่านม                                    ตอนแรกก็พูดคุยชักชวนอธิบายแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดพวกเขาได้เลย”- คุณj-jaru          มาดูกันค่ะว่าหลังจากอ่านเรื่องราวที่คุณแม่ให้นมแม่กันนานๆ เป็นปีสองปีบางคนถึง 3-4 ปีแล้วจะเปลี่ยนความคิดกันได้หรือเปล่า                                  “ การให้นมแม่นานจนเกิน 1 ปี ได้ให้คุณค่าอะไรกับคุณแม่และลูกบ้าง?”                 เราเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะ เมื่อให้นมแม่กันมาถึงจุดหนึ่ง เช่น 9 เดือน หรือ 1ปี จะเริ่มมีคำถามจาก เพื่อน บ้าง คุณป้าคุณน้าผู้ประสงค์ดี แต่ไม่เข้าใจเรื่องนมแม่บ้าง  จนบางครั้งเกิดความกดดัน และทำให้ท้อใจ หลายๆครั้งมีคำถามมาจากแพทย์ที่พาลูกไปหาว่า ทำไมยังให้นมลูกอยู่อีกหรือ นมแม่หลัง 1ปี ไม่มีประโยชน์แล้ว  ความจริงคือ “น้ำนมแม่ยังอุดมด้วยสารอาหารไม่ว่าจะให้นมแม่ไปนานเท่าใดก็ตาม”       ลองคิดดูนะคะว่าน้ำนมแม่ที่ผลิตมาจากสองเต้าของแม่นี้ อยู่ๆพอลูกมีอายุถึง 6 เดือน หรือ 1ปี ทันใดนั้นน้ำนมแม่ฉับพลันก็กลายเป็นน้ำสีขาวที่ไม่มีสารอาหารไปได้อย่างไร สารอาหารต่างๆ โปรตีน ไขมัน แลคโต๊ส สารภูมิต้านทาน ที่เคยเป็นส่วนประกอบของนมแม่อย่างไร ก็ยังคงอยู่อย่างเดิม ไม่ได้หายไปไหน เพราะเต้าก็เต้าเดิม แม่กินอาหารก็เหมือนเดิม นมแม่ที่ออกมาจึงไม่มีทางที่จะสิ้นคุณค่า ถ้ามีคนแย้งว่า ก็เต้านมแม่ผลิตน้ำนมมาตั้งปีหนึ่งแล้ว นมจะไม่เสื่อมถอยคุณภาพบ้างหรือ ถ้าอย่างนั้นขอให้ไปถามที่ฟาร์มโคนมดูสิคะ ว่าแม่วัวแต่ละตัวผลิตนมวัวมานานตัวละกี่ปีกันแล้ว เราก็ยังเอานมวัวมาทำ เป็นผงให้ลูกคนกินได้เลย ทำไมไม่มีใครเคยสงสัยบ้างล่ะว่านมจากแม่วัวที่ให้นมมาแล้ว 1 ปีจะมีประโยชน์หรือ แต่ที่แน่นอนคือ “สารอาหารในนมแม่เหมาะสมกับลูกของแม่มากกว่านมของแม่วัวในทุกช่วงอายุ”  สายใยรัก ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก สิ่งที่คุณแม่ทุกๆท่านเห็นพ้องต้องกันคือเรื่องของสายใยรักระหว่างแม่ลูก แม่บี :  “ระหว่างให้นม บีกับลูกจะคุยกันเล่นกัน แม่จะพูดหรือสวดมนต์ สอนสิ่งที่อยากสอนไปได้เรื่อยๆ  ส่วนลูกก็จิ้มหน้าจิ้มตา จับจมูกแม่ หัวเราะเอิ๊กอ๊าก สนุกมากๆ” แม่จอย: “เรื่องความอบอุ่น ผูกพันทางใจ ที่ไม่มีใครจะสัมผัสได้เท่ากับเราแม่ลูก” ช่วงเวลาที่ให้นมลูกจะเป็นช่วงเวลาพิเศษที่แม่ลูกจะ      สื่อสารกัน ส่งผ่านความรักระหว่างกัน ความอบอุ่นนี้จะยังคงอยู่กับลูกตลอดไป แม่น้องนาย : “เวลาที่ให้นมลูกกิน แสนจะวิเศษค่ะ เวลาให้นมลูกแม่ลูกได้กอดกันลูกอยู่แนบอกแม่ สื่อสารสายใยรักกัน ตาลูกมองแม่   สายตาแม่มองลูก ได้หยอกเล่นกัน แสนจะมีความสุขค่ะ “ Sugas88: “ทุกครั้งที่เค้ากินนม เค้าจะเอามือจับโน่นจับนี่ หน้าบ้าง คอบ้าง สบตากันบ่อยๆ รู้สึกเลยว่าเค้าเองก็รักเรามากเหมือนกัน นอนกอด กันทุกคืน’’ แม่แก้ว : “รู้สึกลึก ๆ ว่าตราบใดที่ลูกยังดูดนมเราอยู่ ลูกก็เป็นของเรา เราเป็นคนพิเศษสุด ๆ สำหรับเค้าที่ไม่มีใครจะมาแทนค่ะ….          .เวลานอนกอดลูก ให้เค้าดูดนม แล้วหลับไปด้วยกัน มีความสุขมากค่ะ อยากเก็บเวลานี้ไปนาน ๆ” หมอสุธีรา : “คนเล็กตอนนี้ 4 ปี 7 เดือนแล้ว ความทรงจำจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ความอบอุ่นที่ได้รับขณะดูดนมแม่ จะช่วยให้เขา       มีจิตใจที่มั่นคง รักและให้เกียรติผู้หญิง ไม่เป็นเด็กมีปัญหา” ลูกอารมณ์ดี มีพัฒนาการดี Sugas88:\"ลูกสาวมนุษยสัมพันธ์ดีมาก ร่าเริง อารมณ์ดี จะมีงอแงก็เฉพาะง่วงนอนเท่านั้นเอง อาม่าออกปากชมเลยว่าเค้าเลี้ยงง่าย                  และ  ฉลาด ถึงจะซนตามประสาเด็กค่ะ \" แม่เนตร :\"เด็กนมแม่ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอารมณ์ดียิ้มง่ายกันทั้งนั้น เนตรว่ามันน่าจะมีผลมาจากการที่ได้ใกล้ชิดกับแม่ แม่ได้โอบกอดลูกเวลาให้นมค่ะ..........   พัฒนาการดีและเร็ว..... มีแต่คนบอกว่าลูกเราพัฒนาการเร็ว สามารถพูดจากันรู้เรื่อง ฟังคำสั่งและทำตามได้ (ถ้าอยากทำ) ความจำดีสามารถท่องหนังสือนิทานได้ทั้งเล่มหลายเล่ม จำชื่อคนแม่น ฯลฯ ค่ะ ทั้งหมดนี้ยกประโยชน์ให้นมแม่หมดเลย “ แม่ Jazzy: ตั้งแต่ลูกเกิด เวลาลูกดื่มนมดิฉันจะคุยกับลูก พูดซ้ำๆ คำเดิมๆ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกพูดได้เร็ว                       การสัมผัสโอบกอดลูกช่วยกระตุ้นเส้นใยประสาท ทำให้มีการแตกแขนงของโยงใยประสาทในสมองมากขึ้น อีกทั้งการพูดคุยกับลูก มีการสื่อสารทางสายตาระหว่างแม่-ลูก และสารอาหาร เช่น DHA ในนมแม่ล้วนส่งผลต่อระดับเชาน์ปัญญาในเด็กที่กินนมแม่  ดังจะเห็นได้จากผลการวิจัยของ Lucas A และคณะ (1992) พบว่าปริมาณนมแม่ที่ให้กับทารกมีผลโดยตรงต่อคะแนนเชาน์ปัญญา โดยเฉพาะค่าคะแนนทางด้านการพูด (verbal scale) สูงกว่าทารกที่ไม่ได้รับนมแม่ถึง 9 จุด นั่นคือ ยิ่งให้น้ำนมแม่เป็นระยะเวลานานมากขึ้นเท่าใด ก็จะมีผลให้สมองพัฒนามากขึ้นตามไปด้วยค่ะ     นอกจากประโยชน์ด้านพัฒนาการสมอง ร่างกาย และสุขภาพกายแล้ว การให้นมแม่ยังมีผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ด้วย   จากผลการวิจัยเพื่อศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่โดย ดร.วีณา จีระแพทย์ และคณะ พบว่า เด็กกลุ่มที่เลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน มีคะแนนเฉลี่ยของความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมและรายด้าน (ด้านดี เก่ง และสุข) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กกลุ่มที่เลี้ยงด้วยนมแม่ร่วมกับนมผสม และของกลุ่มเด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสมร่วมกับอาหารเสริมอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และยังพบว่าระยะเวลาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวมีความเกี่ยวข้องกับความฉลาดทางอารมณ์  กล่าวคือ กลุ่มที่ให้นมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน มีคะแนนเฉลี่ยของความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมสูงกว่าของกลุ่มที่ได้นมแม่อย่างเดียว 4 เดือน และ 1 เดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ภูมิคุ้มกันจากนมแม่           สารอาหาร และ ภูมิคุ้มกันประเภทเซลล์ และ immunoglobulin ยังคงมีอยู่ในนมแม่เสมอแม้จะเข้าขวบปีที่สอง มีหลักฐานยืนยันว่าทารกที่กินนมแม่เป็นระยะเวลานานจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น การติดเชื้อ Hemophilus influenza type B  ซึ่งมีแนวโน้มพบในทารกที่กินนมผสมมากกว่า มีหลักฐานพบว่าการให้นมแม่เป็นเวลานานช่วยป้องกันเด็กเล็กจากโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง     Gatoon :“ตอนลูกไม่สบายไม่ยอมกินอะไร กินแต่นมแม่ ลูกจะหายไวมากค่ะ “  แม่น้องปาย :“ลูกเป็นเด็กแข็งแรงมาก ตั้งแต่อายุ 1 ปี จนปัจจุบัน 1 ปี 7 เดือน จำไม่ได้เลยว่าป่วยบ้างหรือเปล่า โรคหวัดน้ำมูกไหลไม่เคยได้แอ้มน้องปาย ท้องร่วงท้องเสียไม่เคยเป็น” แม่แก้ว :”นมแม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้อยู่แล้ว ลูกแข็งแรงไม่ค่อยจะป่วย แทบไม่ป่วยเลยตอนที่กินนมแม่อยู่ เรื่องท้องเสียเนี่ยตอนกินนมแม่ไม่มีเลยค่ะ ลูกของเพื่อนวัยเดียวกันท้องเสียไปหลายรอบแล้ว”             คุณแม่ที่เคยให้นมแม่จนลูกเกินขวบทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “นมแม่ช่วยปลอบประโลมยามลูกเจ็บ หรือป่วย “ การเ อาลูกเข้าเต้าเหมือนเป็นการเติมความรัก ยืนยันความรักที่พิเศษสุดระหว่างแม่ลูก ไม่ว่าลูกจะกลัว  จะเจ็บหรือ อารมณ์ขุ่นมัวมาจากไหน ลูกสงบลงทันทีที่ได้อยู่ในอ้อมกอดและได้ดูดนมแม่  แม่เปิ้ล :”พอเริ่มเดินได้ เดี๋ยวเจ็บนั่นเจ็บนี่เรื่อย บางทีเลือดออกบ้างก็มี ร้องไห้ไม่หยุด เอาเข้าเต้าเดี๋ยวเดียวเงียบได้ทันตาเห็น อีกไม่นานก็เล่นใหม่ได้เลยค่ะ” แม่บี : “เวลาลูกหกล้มหรือร้องไห้จ๊ากๆ (เช่นจากฝันร้าย)  ลูกได้ดูดนมแม่แล้วเห็นว่าลูกเรามีสีหน้าที่สบายใจขึ้นมาก เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ” แม่มีความสุขกายสบายใจ Sugas88 :\"ส่วนตัวแม่รู้สึกได้เลยว่าสุขภาพดีขึ้น ก่อนท้องขึ้นบันไดแค่ 1-2 ชั้นก็เหนื่อยหอบแล้ว เดี๋ยวนี้สบายมาก จากที่ไม่เคยเลือกกินอาหารที่  มีประโยชน์ พอรู้ว่าท้องจนถึงตอนนี้เลือกกินอาหารมากขึ้น คิดเสมอว่าลูกจะได้สารอาหารอะไรจากเราบ้าง  วันนี้กินครบ 5 หมู่หรือยัง แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูกเลยค่ะ\" แม่บี :\"ไปตรวจไขมันในเลือด มันลดลงอย่างไม่ได้ตั้งใจเลยค่ะ ...... เพราะตอนที่เราให้นมลูก เราดูแลตัวเองมากขึ้นเพราะต้องการให้คุณภาพสารอาหารไปถึงลูก  ตัวแม่ก็รับผลพลอยได้ไปด้วยค่ะ สุขภาพดีขึ้นกว่าตอนที่ไม่มีลูกอีกนะ\" หมอสุธีรา : “ การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น ลูกและแม่ไม่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง .”แม่ไม่ต้องมีประจำเดือน.เป็นเวลานาน เป็นการลดความเสี่ยง ในการเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ผิดที่ (endometriosis ซึ่งเป็นสาเหตุของการมีลูกยากและปวดประจำเดือน.) ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งรังไข่”   “endorphin และ oxytocin เป็นฮอร์โมนแห่งความสุข หลั่งออกมาทั้งแม่และลูก เวลากลับจากที่ทำงาน ทั้งเหนื่อยและหิว แต่พอเอาลูกเข้าเต้าปุ๊บ รู้สึกผ่อนคลายทันที” ประหยัด สู้ยุคเศรษฐกิจถดถอย แม่อ้อม : “ ประหยัดเวลาไม่ต้องเตรียมนม….ประหยัดค่าใช้จ่าย” หมอสุธีรา :  “ประหยัดค่านมไปเป็นแสนบาทแล้วค่ะ ค่านมผงเดือนละ 3-4 พัน หมอให้นมมาเจ็ดปีแล้วตั้งแต่ลูกคนโต “  แม่แก้ว: “ คนเป็นแม่ต้องงกไว้ก่อน อะไรไม่ควรจ่ายก็อย่าไปจ่ายค่ะ นมเรายังมีอยู่กับตัว จะไปเสียตังค์ซื้อทำไมกันคะ”  แม่กุ๊ก: “ช่วยเรื่องฝึกลูกกินผัก ตอนท้องกับตอนให้นมกินแหลกค่ะ สังเกตว่ามีอาหารหลายอย่างรวมทั้งผัก ที่ลูกชอบกินและกินได้ จะเป็นประเภทเดียวกัน น่าจะเป็นไปตามที่ทราบมาว่าน้ำนมแม่จะมีรสชาดเปลี่ยนไปตามอาหารที่แม่กิน ลูกเค้าก็คุ้นเคยตั้งแต่ตอนกินนมแม่”   ประโยชน์ต่อโลกคือ ลดโลกร้อน   ลดขวด ลดกระป๋อง ลดขยะต่างๆ ลดค่าเดินทาง (หาหมอ) ลดมลภาวะ ลดการใช้น้ำใช้ไฟ (ต้มนึ่ง) ........   ตอนนี้เราสรุปกับพ่อของลูกแล้วว่าจะให้นมแม่ไปเรื่อยๆ แบบไม่มีลิมิตว่ากี่ปีกี่เดือน                                     จะให้ไปจนนมหยดสุดท้ายหรือลูกไม่ต้องการเลยค่ะ breastfeeding unlimited ......แม่น้องปาย           พวกเราอยากให้เด็กไทยได้รับนมแม่กันมากๆและนานๆค่ะ นอกจากประโยชน์มากมายที่กล่าวมาแล้วยังมีประโยชน์ที่ยังไม่เคยเปิดเผยเป็นทางการในที่ใด   ถ้าอยากรู้เห็นทีจะต้องตามไปฟัง(อ่าน) ที่คุณแม่ทั้งหลายคุยกันว่าทำไมจึงไม่อยากจะหยุดให้นมแม่ที่www.thaibreasfeeding.org ชุมชนอันอบอุ่นแห่งนี้รอการเข้ามาเยี่ยมเยียนของทุกๆท่านค่ะ        ขอขอบคุณ คุณแม่ทุกท่านที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ คือ แม่บี  แม่อ้อม คุณgatoon   แม่จอย  แม่แก้ว  คุณ j-jaru  แม่โอ๊ต  แม่น้องนาย คุณsugas88  แม่เนตร  แม่กุ๊ก แม่เปิ้ล แม่น้องฮั่น แม่จิ๋ว แม่น้องปาย  คุณหมอสุธีรา แม่น้องภีม  แม่น้องคริส  แม่ปอ-ข้าวกล้อง  แม่หมู  คุณjumper แม่น้องอันนา แม่น้องธีร์ คุณ jazzy  พญ.ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
แชร์ให้เพื่อน

คุณค่าการให้นมแม่เกิน 1 ปี

ประสบการณ์หย่านมแม่
เขียนโดย Admin
21 มิถุนายน 2560
หนูไม่ยอมดูดขวดนมเลย ลองให้ดูดดูได้ 2-3 คำก็ทิ้งขวดแล้ว ร้องเรียกหาแต่ "แหน่น-แหน่น" ไม่หยุด แถมยังติดนิสัยกินนมแม่ไม่เป็นเวลา ขอดูดทุกๆเวลาที่อยากดูดแบบบุปเฟ่ต์
แชร์ให้เพื่อน

ประสบการณ์หย่านมแม่

เด็กอังกฤษร้องไห้มากที่สุด เด็กเดนมาร์กร้องไห้น้อยที่สุด ทราบไหมคะ ทำไม? แม่อาสา
โดย soraya
10 ธันวาคม 2560
19
เด็กอังกฤษร้องไห้มากที่สุด เด็กเดนมาร์กร้องไห้น้อยที่สุด ทราบไหมคะ ทำไม?ก็เด็กอังกฤษได้กินนมแม่น้อยที่สุดยังไงคะ...มาดูกัน เด็กเดนมาร์กกินมากที่สุด เพราะมี “ระบบดูแลสุขภาพ” ที่ดีกว่าค่ะ ในเดนมาร์ก มี “สิทธิการลาคลอด” ของคุณแม่ในช่วงก่อนคลอดและหลังคลอด มากกว่า จึงทำให้คุณแม่ชาวเดนมาร์กรู้สึกเครียดน้อยกว่า และส่งผลให้ดูแลลูกได้ดีมีความใกล้ชิดกันมากสำหรับสิทธิการลาคลอดในประเทศเดนมาร์ก คุณแม่จะมีวันหยุดก่อนคลอดราว 4 สัปดาห์ และในช่วงหลังคลอดได้ราว 52 สัปดาห์ และแบ่งกันหยุดได้ทั้งพ่อและแม่คุณ Jessica Joelle Alexander ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการอบรมเลี้ยงดูลูกของเดนมาร์ก ผู้ร่วมเขียนหนังสือ The Danish Way of Parenting เล่าว่าเธอไม่รู้สึกแปลกใจเลยจากผลการศีกษาที่พบว่า เด็กเดนมาร์กไม่ค่อยร้องไห้ เพราะเพราะประเทศเขาให้ความสำคัญกับเด็กในขวบปีแรกมากๆ ในการศึกษายังพบว่า เด็กเดนมาร์ก มีอาการ ปวดท้องโคลิก colic น้อยกว่าด้วยAlexandor บอกว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นเรื่องปกติมากๆ ในเดนมาร์ก มีการให้นมแม่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในขณะที่อังกฤษเมื่อปี 2016 (Lancet) พบมีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่ำที่สุดในโลก“ขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังพูดกันอยู่จะให้นมแม่หรือไม่ให้ดี แต่ที่เดนมาร์ก เขาไม่มาถกเถียงกัน เพราะเป็นเรื่องปกติที่แม่เดนมาร์กจะให้นมแม่แก่ลูกในปีแรก เขาทำได้ เพราะภาครัฐสนับสนุนมาก ในประเทศไทย เราก็ให้ความสำคัญในเด็กไม่ยิ่งหย่อนกัน ความต่างคือ เราเป็น lip service เสียเยอะค่ะเราให้แม่หลังคลอดพักเลี้ยงลูกได้แค่ สามเดือน ไปทำงานก็ต้องกระเสือกกระสนให้นมลูก ถ้าที่ทำงานไม่เป็นใจ ให้การสนับสนุน ยิ่งลำบาก ก็มักลงเอยด้วย นมผง และลูกก็อยู่กับคนเลี้ยงต่อไป โชคดีหน่อยถ้าได้ย่ายายญาติในครอบครัวช่วยดู ถ้าไม่มีญาติก็เท่ากับวัดดวงกับพี่เลี้ยงเด็กในเนิสเซอรี่Thailand 4.0 Children 4.0 มันจะกลับเป็น 0.4 เสียมากกว่ามูลนิธิศูนย์นมแม่ พร้อมแล้วที่จะร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในทุกระดับ ที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขยายวันลาพักหลังคลอดให้แม่ได้นาน ถึง 6 เดือนค่ะเวียดนามทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ?ถึงแม้เราจะร่วมกันผลักดัน ให้ Code เป็นกฎหมาย พรบ. ควบคุมการตลาดนมผงได้สำเร็จ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เป็นมาตรการทางกฎหมายหนึ่งอย่างเท่านั้น แต่ถ้าไม่ขยายวันลาคลอด ความฝันเห็นเด็กไทย 4.0 คงมัวๆ เด็กไม่น้อยคงเป็นเด็กที่ร้องไห้เก่ง เป็นเด็กเครียด มีผลถึงการพัฒนาสมองด้วยค่ะขอบคุณข้อมูล พญ. กรรณิการ์ บางสายน้อย มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
แชร์ให้เพื่อน

เด็กอังกฤษร้องไห้มากที่สุด เด็กเดนมาร์กร้องไห้น้อยที่สุด ทราบไหมคะ ทำไม?

เที่ยวสเปนกลิ่นอายความรักแม่สู่ลูก  แม่อาสา
โดย soraya
10 ธันวาคม 2560
15
เที่ยวสเปนกลิ่นอายความรักแม่สู่ลูก  เที่ยวสเปนกลิ่นอายความรักแม่สู่ลูก : จัตุรัสกลางเมืองบูร์โกส ใกล้กับมหาวิหาร มีบิลบอร์ดขนาดใหญ่ส่งเสริมนมแม่คนที่ไปหรือกำลังคิดจะไปเที่ยวสเปน อย่าลืมไปแวะดูเมืองน่ารักมีเสน่ห์ เมือง บูร์โกส Burgos ของเขานะคะเมืองที่มีมหาวิหารบูร์โกส เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และมหาวิหารแห่งนี้ยังเป็นที่ฝังศพของโรดรีโก ดีอัซ เด บีบาร์ หรือที่รู้จักกันในนาม \"เอลซิด\" ผู้เป็นขุนศึกชาวสเปนผู้เก่งกาจ และภรรยาคีเมนา (Doña Jimena) พลาดไม่ได้ หากได้ไปเห็น จัตุรัสกลางเมืองใกล้กับมหาวิหาร มีบิลบอร์ดขนาดใหญ่ส่งเสริมนมแม่บูร์โกส (Burgos) เป็นเมืองหลักของจังหวัดบูร์โกสในแคว้นคาสตีลและเลออน ทางภาคเหนือของประเทศสเปน ตั้งอยู่บริเวณขอบด้านเหนือของที่ราบสูงตอนกลาง (Meseta Central) ห่างจากบายาโดลิดเมืองหลักของแคว้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 122 กิโลเมตร และห่างจากกรุงมาดริดไปทางทิศเหนือ 244.7 กิโลเมตร มีประชากรประมาณ 173,600 คนเฉพาะในอาณาเขตของเมืองและอีกประมาณ 10,000 คนในเขตชานเมืองใครกำลังท่องเที่ยวตอนนี้ แวะไปดูหน่อยนะคะ น่ารักนะคะ เมืองนี้ มีหลายอย่างดีๆ น่าดูน่าชม รวมถึง สังคมคุณภาพที่ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เต็มที่ด้วยค่ะถ้ายังจำกันได้ ต้นปีที่แล้ว มีข่าว ส.ส. หญิงของสเปน อุ้มลูกให้นมในสภา เพื่อแสดงว่า เธอมีสิทธ์อยู่กับลูก ให้นมลูกที่ไหนก็ได้ สเปนขอบคุณข้อมูล พญ. กรรณิการ์ บางสายน้อย มูลนิธิศูนย์นมแม่ แห่งประเทศไทย
แชร์ให้เพื่อน

เที่ยวสเปนกลิ่นอายความรักแม่สู่ลูก

สิ่งที่น่าภูมิใจ : การให้นมแม่ในที่สาธารณะ แม่อาสา
โดย soraya
10 ธันวาคม 2560
16
สิ่งที่น่าภูมิใจ : การให้นมแม่ในที่สาธารณะการให้นมแม่ในที่สาธารณะไม่ใช่เรื่องที่น่าอายและเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอีกต่อไปแล้วนะคะ มีเรื่องเล่าสนุกๆ จากสามสาวในต่างประเทศ ที่ต่างแสดงถึงสิทธิเสรีภาพในการให้นมลูกในที่สาธารณะเป็นสิ่งที่พึงกระทำและคุณแม่เหล่านั้น ไม่แคร์สายตาของผู้อื่น เพียงหวังว่าลูกน้อยจะได้กินนมแม่ได้ตามเวลา และในที่สุด ทุกคนต่างชื่นชมค่ะขอหยิบยกเอาเรื่องของแม่ที่ลุกขึ้นมาสู้เพื่อนนมแม่ที่เป็นข่าวไปทั่วโลก ไม่นานที่ผ่านมา 13 คน มาบอกเล่าค่ะ แต่เรื่องเล่าครั้งนี้ ขอเล่าเพียง 3 คนก่อนนะคะคงนี้คงจำกันได้ เรื่องที่ คุณ Larissa Waters เป็นผู้หญิงคนแรกในรัฐสภาของประเทศออสเตรเลีย ที่นำลูกไปให้นมด้วยที่รัฐสภาของเขา สิ่งนี้แสดงถึงหน้าที่ของผู้เป็นแม่ ที่มิอาจปฏิเสธได้ และเป็นผู้หญิงทำงานที่ทำหน้าที่ของผู้เป็นแม่ได้อย่างสมบูรณ์คุณ Larissa Waters นับว่าเธอได้สร้างประวัติศาสตร์ เพราะไม่เคยมีมาก่อนเลย ในประวัติ 116 ปีรัฐสภาออสเตรเลีย เธอทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นครั้งแรกคนที่สองเป็นครูสอนโยคะ Elizabeth Gooding มีข่าวดัง จากการฟ้องร้องของเธอ เมื่อ YMCA ใน Rhode Island ไม่อนุญาต ให้เธอให้นมลูก ซึ่งเรื่องนี้ กำลังอยู่ระหว่างฟ้องร้องตอนนี้คนที่สาม คือ คุณแม่ BrieTheisen ที่ถูกเจ้าหน้าที่ของสระน้ำบอกให้ปกปิดขณะที่เธอให้นมลูกริมสระ เธอไม่ยอม และเข้าหาผู้จัดการ ก่อนที่จะออกจากสระน้ำ ได้ผลค่ะ Wood River Aquatic Center ต้องออกมาขอโทษเธอ ตามกฎหมายของรัฐอิลลินอยส์ที่เธออยู่ แม่สามารถให้นมลูกที่ไหนก็ได้ไม่ว่าจะที่ส่วนตัวหรือสาธารณะ ผู้จัดการของ Aquatic center นอกจากจะขอโทษเธอแล้ว ยังบอกว่าจะรีบฝึกอบรมลูกจ้างเขาเรื่องนี้ทันทีTheisen ได้ให้สัมภาษณ์อย่างภาคภูมิใจว่า นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุด ในการได้ลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงถึงสิทธิเสรีของผู้เป็นแม่จะได้ทำเพื่อลูก แทนคนอื่นๆ ที่อาจจะยังไม่กล้าและยังไม่ได้รับความสะดวกสบายค่ะในปัจจุบัน มีเสื้อคลุมให้นมแม่ ที่มีดีไซน์สวยงามและน่ารัก เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ ในหลายหลายรูปแบบ การให้นมแม่ในที่สาธารณะจึงเป็นเรื่องที่สะดวกสบาย และไม่ใช่เรื่องที่น่าอายอย่างที่หลายๆ คนเคยคิดค่ะ#การให้นมแม่ในที่สาธารณะน่าชื่นชมขอบคุณข้อมูล พญ. กรรณิการ์ บางสายน้อย มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
แชร์ให้เพื่อน

สิ่งที่น่าภูมิใจ : การให้นมแม่ในที่สาธารณะ

คุณค่าการให้นมแม่เกิน 1 ปี แม่อาสา
โดย Admin
10 กันยายน 2560
32
“ ลูกสาวอายุ 1ปี ค่ะ หนัก 9.3 กิโลกรัม สูง 72 ซม. คุณหมอบอกว่าสูงน้อยไป ให้เลิกกินนมแม่ได้แล้ว เพราะ สารอาหารไม่ค่อยมี อยากทราบว่าหลัง 1 ปี ไม่ควรกินนมแม่แล้วหรือคะ”                               นี่คือหนึ่งในคำถามที่แม่ที่ให้นมแม่จนลูกถึง 1 ปี มักจะสงสัย เพราะ ถูกผู้คนรอบข้างทัก หรือบอกให้เลิกกินนมแม่ ทั้งๆที่ความสูงของเด็กส่วนหนึ่งมาจากกรรมพันธุ์ด้วย ไม่ใช่จากอาหารอย่างเดียว แต่นมแม่มักเป็นแพะรับบาปอยู่เสมอๆ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เช่น ตัวเล็ก ไม่กินข้าว ตื่นบ่อย จะต้องหาว่ามาจากนมแม่ไว้ก่อน       ในสังคมไทยสมัยก่อนที่เราจะมีการนำเข้านมผง เด็กไทยก็ได้นมแม่กันจน 2-3 ปีเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ในปัจจุบันหากใครให้นมแม่จนลูกวิ่งได้คนมักจะเห็นเป็นเรื่องแปลก เพราะอัตราการกินนมแม่ถึง 6 เดือนของเด็กไทยมีเพียง 5.3% เท่านั้น อัตราการกินนมแม่ถึง 1 ปียิ่งน้อยลงไปกว่านั้นอีก                       ในคนกลุ่มน้อยที่ให้นมแม่กันนานๆเช่นนี้ จึงมารวมกลุ่มกันเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และช่วยให้คุณแม่คนใหม่เริ่มต้นให้นมแม่ได้ โดยมีชุมชนบน internet ของศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย(www.thaibreastfeeding.org) เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และความเห็นต่างๆ เราตัดสินใจนำเรื่องราวดีๆมาเผยแพร่เพราะ                        อยากให้ครอบครัวอื่นๆ ได้มีโอกาสเข้ามาอ่านเรื่องราวของนมแม่                                                      เพราะครอบครัวอื่นๆ รอบๆ ตัวมีแต่คนที่พยายามจะให้ลูกของเขากินนมวัวและพยายามจะให้เราหย่านม                                    ตอนแรกก็พูดคุยชักชวนอธิบายแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดพวกเขาได้เลย”- คุณj-jaru          มาดูกันค่ะว่าหลังจากอ่านเรื่องราวที่คุณแม่ให้นมแม่กันนานๆ เป็นปีสองปีบางคนถึง 3-4 ปีแล้วจะเปลี่ยนความคิดกันได้หรือเปล่า                                  “ การให้นมแม่นานจนเกิน 1 ปี ได้ให้คุณค่าอะไรกับคุณแม่และลูกบ้าง?”                 เราเปิดประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะ เมื่อให้นมแม่กันมาถึงจุดหนึ่ง เช่น 9 เดือน หรือ 1ปี จะเริ่มมีคำถามจาก เพื่อน บ้าง คุณป้าคุณน้าผู้ประสงค์ดี แต่ไม่เข้าใจเรื่องนมแม่บ้าง  จนบางครั้งเกิดความกดดัน และทำให้ท้อใจ หลายๆครั้งมีคำถามมาจากแพทย์ที่พาลูกไปหาว่า ทำไมยังให้นมลูกอยู่อีกหรือ นมแม่หลัง 1ปี ไม่มีประโยชน์แล้ว  ความจริงคือ “น้ำนมแม่ยังอุดมด้วยสารอาหารไม่ว่าจะให้นมแม่ไปนานเท่าใดก็ตาม”       ลองคิดดูนะคะว่าน้ำนมแม่ที่ผลิตมาจากสองเต้าของแม่นี้ อยู่ๆพอลูกมีอายุถึง 6 เดือน หรือ 1ปี ทันใดนั้นน้ำนมแม่ฉับพลันก็กลายเป็นน้ำสีขาวที่ไม่มีสารอาหารไปได้อย่างไร สารอาหารต่างๆ โปรตีน ไขมัน แลคโต๊ส สารภูมิต้านทาน ที่เคยเป็นส่วนประกอบของนมแม่อย่างไร ก็ยังคงอยู่อย่างเดิม ไม่ได้หายไปไหน เพราะเต้าก็เต้าเดิม แม่กินอาหารก็เหมือนเดิม นมแม่ที่ออกมาจึงไม่มีทางที่จะสิ้นคุณค่า ถ้ามีคนแย้งว่า ก็เต้านมแม่ผลิตน้ำนมมาตั้งปีหนึ่งแล้ว นมจะไม่เสื่อมถอยคุณภาพบ้างหรือ ถ้าอย่างนั้นขอให้ไปถามที่ฟาร์มโคนมดูสิคะ ว่าแม่วัวแต่ละตัวผลิตนมวัวมานานตัวละกี่ปีกันแล้ว เราก็ยังเอานมวัวมาทำ เป็นผงให้ลูกคนกินได้เลย ทำไมไม่มีใครเคยสงสัยบ้างล่ะว่านมจากแม่วัวที่ให้นมมาแล้ว 1 ปีจะมีประโยชน์หรือ แต่ที่แน่นอนคือ “สารอาหารในนมแม่เหมาะสมกับลูกของแม่มากกว่านมของแม่วัวในทุกช่วงอายุ”  สายใยรัก ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก สิ่งที่คุณแม่ทุกๆท่านเห็นพ้องต้องกันคือเรื่องของสายใยรักระหว่างแม่ลูก แม่บี :  “ระหว่างให้นม บีกับลูกจะคุยกันเล่นกัน แม่จะพูดหรือสวดมนต์ สอนสิ่งที่อยากสอนไปได้เรื่อยๆ  ส่วนลูกก็จิ้มหน้าจิ้มตา จับจมูกแม่ หัวเราะเอิ๊กอ๊าก สนุกมากๆ” แม่จอย: “เรื่องความอบอุ่น ผูกพันทางใจ ที่ไม่มีใครจะสัมผัสได้เท่ากับเราแม่ลูก” ช่วงเวลาที่ให้นมลูกจะเป็นช่วงเวลาพิเศษที่แม่ลูกจะ      สื่อสารกัน ส่งผ่านความรักระหว่างกัน ความอบอุ่นนี้จะยังคงอยู่กับลูกตลอดไป แม่น้องนาย : “เวลาที่ให้นมลูกกิน แสนจะวิเศษค่ะ เวลาให้นมลูกแม่ลูกได้กอดกันลูกอยู่แนบอกแม่ สื่อสารสายใยรักกัน ตาลูกมองแม่   สายตาแม่มองลูก ได้หยอกเล่นกัน แสนจะมีความสุขค่ะ “ Sugas88: “ทุกครั้งที่เค้ากินนม เค้าจะเอามือจับโน่นจับนี่ หน้าบ้าง คอบ้าง สบตากันบ่อยๆ รู้สึกเลยว่าเค้าเองก็รักเรามากเหมือนกัน นอนกอด กันทุกคืน’’ แม่แก้ว : “รู้สึกลึก ๆ ว่าตราบใดที่ลูกยังดูดนมเราอยู่ ลูกก็เป็นของเรา เราเป็นคนพิเศษสุด ๆ สำหรับเค้าที่ไม่มีใครจะมาแทนค่ะ….          .เวลานอนกอดลูก ให้เค้าดูดนม แล้วหลับไปด้วยกัน มีความสุขมากค่ะ อยากเก็บเวลานี้ไปนาน ๆ” หมอสุธีรา : “คนเล็กตอนนี้ 4 ปี 7 เดือนแล้ว ความทรงจำจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ความอบอุ่นที่ได้รับขณะดูดนมแม่ จะช่วยให้เขา       มีจิตใจที่มั่นคง รักและให้เกียรติผู้หญิง ไม่เป็นเด็กมีปัญหา” ลูกอารมณ์ดี มีพัฒนาการดี Sugas88:\"ลูกสาวมนุษยสัมพันธ์ดีมาก ร่าเริง อารมณ์ดี จะมีงอแงก็เฉพาะง่วงนอนเท่านั้นเอง อาม่าออกปากชมเลยว่าเค้าเลี้ยงง่าย                  และ  ฉลาด ถึงจะซนตามประสาเด็กค่ะ \" แม่เนตร :\"เด็กนมแม่ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอารมณ์ดียิ้มง่ายกันทั้งนั้น เนตรว่ามันน่าจะมีผลมาจากการที่ได้ใกล้ชิดกับแม่ แม่ได้โอบกอดลูกเวลาให้นมค่ะ..........   พัฒนาการดีและเร็ว..... มีแต่คนบอกว่าลูกเราพัฒนาการเร็ว สามารถพูดจากันรู้เรื่อง ฟังคำสั่งและทำตามได้ (ถ้าอยากทำ) ความจำดีสามารถท่องหนังสือนิทานได้ทั้งเล่มหลายเล่ม จำชื่อคนแม่น ฯลฯ ค่ะ ทั้งหมดนี้ยกประโยชน์ให้นมแม่หมดเลย “ แม่ Jazzy: ตั้งแต่ลูกเกิด เวลาลูกดื่มนมดิฉันจะคุยกับลูก พูดซ้ำๆ คำเดิมๆ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกพูดได้เร็ว                       การสัมผัสโอบกอดลูกช่วยกระตุ้นเส้นใยประสาท ทำให้มีการแตกแขนงของโยงใยประสาทในสมองมากขึ้น อีกทั้งการพูดคุยกับลูก มีการสื่อสารทางสายตาระหว่างแม่-ลูก และสารอาหาร เช่น DHA ในนมแม่ล้วนส่งผลต่อระดับเชาน์ปัญญาในเด็กที่กินนมแม่  ดังจะเห็นได้จากผลการวิจัยของ Lucas A และคณะ (1992) พบว่าปริมาณนมแม่ที่ให้กับทารกมีผลโดยตรงต่อคะแนนเชาน์ปัญญา โดยเฉพาะค่าคะแนนทางด้านการพูด (verbal scale) สูงกว่าทารกที่ไม่ได้รับนมแม่ถึง 9 จุด นั่นคือ ยิ่งให้น้ำนมแม่เป็นระยะเวลานานมากขึ้นเท่าใด ก็จะมีผลให้สมองพัฒนามากขึ้นตามไปด้วยค่ะ     นอกจากประโยชน์ด้านพัฒนาการสมอง ร่างกาย และสุขภาพกายแล้ว การให้นมแม่ยังมีผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ด้วย   จากผลการวิจัยเพื่อศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่โดย ดร.วีณา จีระแพทย์ และคณะ พบว่า เด็กกลุ่มที่เลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน มีคะแนนเฉลี่ยของความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมและรายด้าน (ด้านดี เก่ง และสุข) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กกลุ่มที่เลี้ยงด้วยนมแม่ร่วมกับนมผสม และของกลุ่มเด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสมร่วมกับอาหารเสริมอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และยังพบว่าระยะเวลาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวมีความเกี่ยวข้องกับความฉลาดทางอารมณ์  กล่าวคือ กลุ่มที่ให้นมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน มีคะแนนเฉลี่ยของความฉลาดทางอารมณ์โดยรวมสูงกว่าของกลุ่มที่ได้นมแม่อย่างเดียว 4 เดือน และ 1 เดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ภูมิคุ้มกันจากนมแม่           สารอาหาร และ ภูมิคุ้มกันประเภทเซลล์ และ immunoglobulin ยังคงมีอยู่ในนมแม่เสมอแม้จะเข้าขวบปีที่สอง มีหลักฐานยืนยันว่าทารกที่กินนมแม่เป็นระยะเวลานานจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น การติดเชื้อ Hemophilus influenza type B  ซึ่งมีแนวโน้มพบในทารกที่กินนมผสมมากกว่า มีหลักฐานพบว่าการให้นมแม่เป็นเวลานานช่วยป้องกันเด็กเล็กจากโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง     Gatoon :“ตอนลูกไม่สบายไม่ยอมกินอะไร กินแต่นมแม่ ลูกจะหายไวมากค่ะ “  แม่น้องปาย :“ลูกเป็นเด็กแข็งแรงมาก ตั้งแต่อายุ 1 ปี จนปัจจุบัน 1 ปี 7 เดือน จำไม่ได้เลยว่าป่วยบ้างหรือเปล่า โรคหวัดน้ำมูกไหลไม่เคยได้แอ้มน้องปาย ท้องร่วงท้องเสียไม่เคยเป็น” แม่แก้ว :”นมแม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้อยู่แล้ว ลูกแข็งแรงไม่ค่อยจะป่วย แทบไม่ป่วยเลยตอนที่กินนมแม่อยู่ เรื่องท้องเสียเนี่ยตอนกินนมแม่ไม่มีเลยค่ะ ลูกของเพื่อนวัยเดียวกันท้องเสียไปหลายรอบแล้ว”             คุณแม่ที่เคยให้นมแม่จนลูกเกินขวบทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “นมแม่ช่วยปลอบประโลมยามลูกเจ็บ หรือป่วย “ การเ อาลูกเข้าเต้าเหมือนเป็นการเติมความรัก ยืนยันความรักที่พิเศษสุดระหว่างแม่ลูก ไม่ว่าลูกจะกลัว  จะเจ็บหรือ อารมณ์ขุ่นมัวมาจากไหน ลูกสงบลงทันทีที่ได้อยู่ในอ้อมกอดและได้ดูดนมแม่  แม่เปิ้ล :”พอเริ่มเดินได้ เดี๋ยวเจ็บนั่นเจ็บนี่เรื่อย บางทีเลือดออกบ้างก็มี ร้องไห้ไม่หยุด เอาเข้าเต้าเดี๋ยวเดียวเงียบได้ทันตาเห็น อีกไม่นานก็เล่นใหม่ได้เลยค่ะ” แม่บี : “เวลาลูกหกล้มหรือร้องไห้จ๊ากๆ (เช่นจากฝันร้าย)  ลูกได้ดูดนมแม่แล้วเห็นว่าลูกเรามีสีหน้าที่สบายใจขึ้นมาก เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ” แม่มีความสุขกายสบายใจ Sugas88 :\"ส่วนตัวแม่รู้สึกได้เลยว่าสุขภาพดีขึ้น ก่อนท้องขึ้นบันไดแค่ 1-2 ชั้นก็เหนื่อยหอบแล้ว เดี๋ยวนี้สบายมาก จากที่ไม่เคยเลือกกินอาหารที่  มีประโยชน์ พอรู้ว่าท้องจนถึงตอนนี้เลือกกินอาหารมากขึ้น คิดเสมอว่าลูกจะได้สารอาหารอะไรจากเราบ้าง  วันนี้กินครบ 5 หมู่หรือยัง แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูกเลยค่ะ\" แม่บี :\"ไปตรวจไขมันในเลือด มันลดลงอย่างไม่ได้ตั้งใจเลยค่ะ ...... เพราะตอนที่เราให้นมลูก เราดูแลตัวเองมากขึ้นเพราะต้องการให้คุณภาพสารอาหารไปถึงลูก  ตัวแม่ก็รับผลพลอยได้ไปด้วยค่ะ สุขภาพดีขึ้นกว่าตอนที่ไม่มีลูกอีกนะ\" หมอสุธีรา : “ การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น ลูกและแม่ไม่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง .”แม่ไม่ต้องมีประจำเดือน.เป็นเวลานาน เป็นการลดความเสี่ยง ในการเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ผิดที่ (endometriosis ซึ่งเป็นสาเหตุของการมีลูกยากและปวดประจำเดือน.) ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งรังไข่”   “endorphin และ oxytocin เป็นฮอร์โมนแห่งความสุข หลั่งออกมาทั้งแม่และลูก เวลากลับจากที่ทำงาน ทั้งเหนื่อยและหิว แต่พอเอาลูกเข้าเต้าปุ๊บ รู้สึกผ่อนคลายทันที” ประหยัด สู้ยุคเศรษฐกิจถดถอย แม่อ้อม : “ ประหยัดเวลาไม่ต้องเตรียมนม….ประหยัดค่าใช้จ่าย” หมอสุธีรา :  “ประหยัดค่านมไปเป็นแสนบาทแล้วค่ะ ค่านมผงเดือนละ 3-4 พัน หมอให้นมมาเจ็ดปีแล้วตั้งแต่ลูกคนโต “  แม่แก้ว: “ คนเป็นแม่ต้องงกไว้ก่อน อะไรไม่ควรจ่ายก็อย่าไปจ่ายค่ะ นมเรายังมีอยู่กับตัว จะไปเสียตังค์ซื้อทำไมกันคะ”  แม่กุ๊ก: “ช่วยเรื่องฝึกลูกกินผัก ตอนท้องกับตอนให้นมกินแหลกค่ะ สังเกตว่ามีอาหารหลายอย่างรวมทั้งผัก ที่ลูกชอบกินและกินได้ จะเป็นประเภทเดียวกัน น่าจะเป็นไปตามที่ทราบมาว่าน้ำนมแม่จะมีรสชาดเปลี่ยนไปตามอาหารที่แม่กิน ลูกเค้าก็คุ้นเคยตั้งแต่ตอนกินนมแม่”   ประโยชน์ต่อโลกคือ ลดโลกร้อน   ลดขวด ลดกระป๋อง ลดขยะต่างๆ ลดค่าเดินทาง (หาหมอ) ลดมลภาวะ ลดการใช้น้ำใช้ไฟ (ต้มนึ่ง) ........   ตอนนี้เราสรุปกับพ่อของลูกแล้วว่าจะให้นมแม่ไปเรื่อยๆ แบบไม่มีลิมิตว่ากี่ปีกี่เดือน                                     จะให้ไปจนนมหยดสุดท้ายหรือลูกไม่ต้องการเลยค่ะ breastfeeding unlimited ......แม่น้องปาย           พวกเราอยากให้เด็กไทยได้รับนมแม่กันมากๆและนานๆค่ะ นอกจากประโยชน์มากมายที่กล่าวมาแล้วยังมีประโยชน์ที่ยังไม่เคยเปิดเผยเป็นทางการในที่ใด   ถ้าอยากรู้เห็นทีจะต้องตามไปฟัง(อ่าน) ที่คุณแม่ทั้งหลายคุยกันว่าทำไมจึงไม่อยากจะหยุดให้นมแม่ที่www.thaibreasfeeding.org ชุมชนอันอบอุ่นแห่งนี้รอการเข้ามาเยี่ยมเยียนของทุกๆท่านค่ะ        ขอขอบคุณ คุณแม่ทุกท่านที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ คือ แม่บี  แม่อ้อม คุณgatoon   แม่จอย  แม่แก้ว  คุณ j-jaru  แม่โอ๊ต  แม่น้องนาย คุณsugas88  แม่เนตร  แม่กุ๊ก แม่เปิ้ล แม่น้องฮั่น แม่จิ๋ว แม่น้องปาย  คุณหมอสุธีรา แม่น้องภีม  แม่น้องคริส  แม่ปอ-ข้าวกล้อง  แม่หมู  คุณjumper แม่น้องอันนา แม่น้องธีร์ คุณ jazzy  พญ.ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
แชร์ให้เพื่อน

คุณค่าการให้นมแม่เกิน 1 ปี

ประสบการณ์หย่านมแม่ แม่อาสา
โดย Admin
21 มิถุนายน 2560
31
หนูไม่ยอมดูดขวดนมเลย ลองให้ดูดดูได้ 2-3 คำก็ทิ้งขวดแล้ว ร้องเรียกหาแต่ "แหน่น-แหน่น" ไม่หยุด แถมยังติดนิสัยกินนมแม่ไม่เป็นเวลา ขอดูดทุกๆเวลาที่อยากดูดแบบบุปเฟ่ต์
แชร์ให้เพื่อน

ประสบการณ์หย่านมแม่

ชวนลูกเล่น พัฒนาสมองวัยเตาะแตะ แม่อาสา
โดย kopkap
15 กันยายน 2560
30
ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เด็กเล็ก จะพัฒนา และเติบโตได้เป็นอย่างดีนั้น ก็ต้องอาศัย การดูแล เอาใจใส่...จากคุณพ่อ คุณแม่ และคนรอบข้าง...  เหมือนที่โบราณกล่าวไว้ว่า เด็กเป็นเสมือนผ้าขาว... ถ้าเอาอะไรแต่งแต้มลงไป..เขาก็จะเป็นเช่นนั้น... และช่วงอายุที่สำคัญที่สุด ก็จะเป็น ช่วง 1-3 ปีแรก นี่แหละค่ะ  เป็นโอกาสทองของคุณพ่อ คุณแม่ ที่จะกระตุ้นพัฒนาสมอง  ทำให้เซลล์สมองเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ประเด็นสำคัญคือ  เรา..ผู้ปกครอง..จะทำอย่างไรดี... ...ค่ะ..ก็ ไม่มีอะไรมาก  เพราะเด็กๆ มักเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบกายได้ด้วยการเล่นค่ะ... การเล่น  จึงถือเป็นงานของเด็กๆ เลยทีเดียว..ก็เหมือนกับที่คุณๆ ท่านๆ ก็ต้องทำงานนั่นแหละค่ะ... เพราะการเล่น ก่อให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาสมอง ส่วนที่ควบคุมความสนใจ... หรือกระตุ้น ให้หยิบ จับ สัมผัส และใช้สายตา บังคับกล้ามเนื้อ ซึ่ง เป็นการกระตุ้นการแผ่ขยายของเส้นใยสมอง  ก่อให้เกิดการจดจำ และเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ...อันส่งผลให้เซลล์สมองเจริญเติบโด เสมือนรากไม้ แผ่กิ่งก้านได้อย่างเต็มที่... การที่เด็กๆ เล่นอะไรใจจด.. ใจจ่อ .. ก่อให้เกิดสมาธิ กับการเล่นของชิ้นนั้นๆ จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก... ดังนั้น จึงควรฝึกให้เล่น อย่างมีสมาธิ   เมื่อสมาธิดี จะส่งผลให้ สมองทำงานอย่างเป็นระบบ  ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และจดจำ และหากมีการปฏิบัติ..(คือ.เล่น..เล่น และ เล่น..) ก็จะเป็นการลงมือทำอย่างมีประสิทธิภาพ... แต่จะทำอย่างไรให้เด็กๆ มีสมาธิ.....วิธีง่ายๆ ก็คือ 1. คุณพ่อ คุณแม่ ควรเลือกของให้เล่นทีละ 1 อย่าง......(ไม่ควรนำของเล่นหลายชิ้นมาให้เล่นในคราวเดียวกัน) เพราะจะเบียงเบนความสนใจ 2. เล่นในเวลาที่เหมาะสม... (เช่น...เมื่อลูกพร้อม...ไม่ง่วงนอน..ไม่หิว...  และคุณแม่ก็พร้อมเช่นกัน...... อารมณ์ดี หรือมีเวลาว่างพอที่จะเล่นกับเขา....) 3. สถานที่และบรรยากาศ เอื้ออำนวย  ( สงบ..ไม่อึกทึก หรือ อากาศ ร้อน-เย็น เกินไป..) ที่สำคัญ..... ควรสื่อภาษา  อ่าน หรือ พูดคุยกับลูกด้วย..... เพื่อพัฒนาสมาธิ... เช่น อ่านหนังสือ หรือเล่านิทานให้ฟัง อย่างสม่ำเสมอ.. หรือคุณพ่อ คุณแม่ อาจเล่นของเล่นกับลูก เพื่อเตรียมความพร้อม หรือเพื่อพัฒนาทักษะ......ก็จะทำให้สมองของลูกน้อย พัฒนาเร็วยิ่งขึ้น...... เพราะขณะที่คุณแม่ เปล่งเสียง.... การขยับปาก และน้ำเสียงที่พูด จะทำให้ลูกได้ใช้ประสาทสัมผัส.... ใช้ตาจ้องมอง.....  ใช้หูฟังเสียง...... ปากขยับพูดตาม.....  อันนี้ก็จะก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และจดจำ.....  สมองน้อยๆของลูกก็จะบันทึกข้อมูลไว้ และจะนำออกมาใช้ได้ในเวลาต่อๆ มา.... แต่ถ้าพัฒนาการส่วนนี้ไม่ได้รับการกระตุ้น.. ..ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย เพราะวัยที่ผ่านพ้นไป ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้..... การกระตุ้นที่ล่าช้า ส่งผลให้เส้นใยสมองแผ่ขยายไม่เต็มที่ อาจส่งผลต่อ ระดับสติปัญญาได้.... เด็กอัจฉริยะ หลายราย ก็ได้ใช้ประโยชน์....จากส่วนนี้ แหละค่ะ และปัจจัยที่สำคัญที่สุด ก็น่าจะเป็น.....เวลา และ ความทุ่มเท.... ที่ คุณๆ ..ท่านๆ.. สามารถหยิบยื่นให้แก่ลูกรัก อันเป็นเสมือนแก้วตา ดวงใจ.... แล้วท่านจะแปลกใจว่า เจ้าตัวน้อย..ทำอะไรได้มากกว่าที่คิดเยอะเลย.... ค่ะ..... เห็นมั้ยคะ การเล่น..นั้น  สำคัญยิ่งนักค่ะ.... สวัสดีค่ะ......
แชร์ให้เพื่อน

ชวนลูกเล่น พัฒนาสมองวัยเตาะแตะ